วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
อเมซอนคือเว็บอะไร?
อเมซอน เป็นเว็บไซต์ที่ที่โด่งดังและใหญ่มากติดอันดับต้นๆของเว็บไซต์โลกเลยทีเดียว (ถ้าจำไม่ผิด อยู่ประมาณอันดับที่ 27 ของโลกมั้ง ) มีชื่อเสียงทางด้านขายหนังสือ ขาย DVD หนัง ดังนั้นคนทั่วโลกจะเป็นที่รู้จักกันดี ว่า เว็บอเมซอนขายหนังสือ แต่ปัจจุบัน อเมซอนได้ขายของทุกอย่าง มีทุกหมวดหมู่ของสินค้า โอ้ช่างดีอะไรเช่นนี้…. นอกจากนั้นอเมซอนยังสามารถให้เรามีโอกาส สร้างรายได้ โดยการเป็นผู้แนะนำ (Affiliate) ให้ คนอื่นไห้เข้ามาซื้อสินค้าในเว็บอเมซอน และเมื่อมีคนมาซื้อสินค้าโดยผ่านการแนะนำมาจากเรา เราก็จะได้ผลตอบแทน (Commission) 4%-10% เนื่องจากว่าชื่อเสียงของอเมซอนโด่งดัง ดังนั้นการขายสินค้าของอเมซอนก็จะขายได้ง่าย เพราะว่ามีความน่าเชื่อถือสูง ช่างดีจริงๆเลย
ประวัติความเป็นมา AMAZON
(www.amazon.com) เป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Amazon ได้กลายเป็นชื่อที่ทุกคนในวงการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รู้จักกันเป็นอย่างดี Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทได้กลายเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเอาดีในธุรกิจอินเตอร์เน็ต และจากการสำรวจของ Forbes ได้จัดอันดับให้ Jeff Bezos ติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอเมริกาอันดับที่ 42 โดยมีทรัพย์สิน 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Amazon เริ่มเปิดดำเนินการในเดือนกรกฎาคมปี 1995 โดยเริ่มจากการขายหนังสือผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทันทีที่เปิดร้าน Amazon ประชาสัมพันธ์ตัวเองว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหนังสือให้เลือกซื้อได้ถึงกว่าล้านเล่ม การขายหนังสือผ่านอินเตอร์เน็ตทำให้ Amazon ไม่จำเป็นต้องลงทุนในเรื่องพนักงานขายและร้านค้า และสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนในเดือนเมษายนปี 2000 Amazon มีลูกค้ารวม 20 ล้านคนจากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก
ต่อมา Amazon ได้เริ่มขยายตัวไปยังธุรกิจประเภทอื่น ๆ โดยเปิดขายสินค้าประเภทดนตรี: CD ในเดือนมิถุนายนปี 1998 เปิดขายวิดีโอและของขวัญในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน ในปี 1999 Amazon ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วต่อไป โดยเปิดการประมูลสินค้าระหว่างบุคคล และให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยสามารถมาตั้งร้านภายใน Amazon ได้โดยใช้ชื่อว่า zShops พร้อมกับเพิ่มสินค้าชนิดต่าง ๆ เข้าไปมากมาย จนปัจจุบัน Amazon ใช้สโลแกนว่า ™ ประเภทของสินค้าที่ Amazon ขายในปัจจุบันมีดังนี้ หนังสือ CD เพลง DVD วิดีโอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ของเล่น วิดีโอเกมส์ สินค้าสุขภาพและความงาม ศิลปะและของสะสม เครื่องครัว อุปกรณ์และเครื่องตกแต่งสวน เครื่องมือที่ใช้ในบ้าน และยังมีร้าน zShops ซึ่งมีผู้จำหน่ายรายย่อยเข้าร่วมจำนวนมากและมีสินค้าที่ขายอยู่อย่างหลากหลาย พร้อมกับส่วนการประมูลหรือ Auction ซึ่งทำให้บุคคลธรรมดาสามารถนำสิ่งของของตนไปประมูลขายหรือหาซื้อสินค้าจากผู้อื่นได้
บริษัทมีรายชื่อหนังสือ เพลง ดีวีดี วิดีโอเทป เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่น เกมส์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขายรวมกันมากกว่า 1.8หมื่นล้านรายการ Amazon ยังขยายธุรกิจไปในต่างประเทศอีก 6 ประเทศ คือ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน แคนาดา
ในปี 1999 บริษัทมีลูกค้ามากกว่า 17 ล้านรายกระจายอยู่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 150 ประเทศ และมีรายได้จากการประกอบธุรกิจถึง 1.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 610 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 1998และ 1997 ตามลำดับ
สินค้าของ Amazon ที่มีการซื้อขายมาก ได้แก่ หนังสือ ซีดีเพลง ดีวีดี วิดีโอเทป เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ตุ๊กตา ของเล่น ของที่ระลึก เครื่องแก้ว เครื่องประดับ และอื่นๆ
Organization Direction Development Vision
เป็นร้านค้าปลีกทางอินเตอร์เน็ต ที่ขายสินค้าทุกอย่าง ที่มีขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต
Missionธุรกิจของเรา คือ ร้านค้าปลีกทางอินเตอร์เน็ต
ลูกค้าของเรา คือ ประชากรทั่วโลก (World’s population)
คุณค่าที่ให้กับลูกค้า คือ ให้บริการในการขายสินค้าได้รวดเร็วที่สุด ง่ายที่สุด
ธุรกิจของเราควรเป็นอย่างไร
เป็นร้านปลีกทางอินเตอร์เน็ตแก่ประชากรทั่วโลก โดยเป็นผู้นำในร้านค้าปลีกทางอินเตอร์เน็ต และให้บริการในด้านการขายสินค้าได้รวดเร็วที่สุด ง่ายที่สุด
“วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่จะเข้ามาหาและค้นพบทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาต้องการซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต” ซึ่งเป็นคำกล่าว Joe Galli, COO ของ Amazon ได้ สรุปเอาแก่นของธุรกิจของ Amazon เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ธุรกิจของ Amazon ไม่ใช่เป็นเพียงการค้าปลีกธรรมดาเท่านั้น แต่คือการอำนวยให้ผู้คนต่าง ๆ สามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ดีที่สุด ไม่ว่าสินค้านั้น Amazon จะขายเองหรือเป็นสินค้าของผู้ขายใน zShops หรือส่วนการประมูล เพราะในที่สุดแล้ว Amazon ย่อมสามารถสร้างรายได้ได้จากการขายในทุกประเภท ไม่ว่าจะในทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม
ขั้นตอนในการประกอบธุรกิจ
ลูกค้าสามารถใช้เว็บไซต์ของ Amazon ในการสืบค้นรายชื่อสินค้า ราคา ผู้แต่ง สำนักพิมพ์ และข้อมูลอื่นๆ โดยยังไม่ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิก อย่างไรก็ตามลูกค้าอาจเลือกที่จะลงทะเบียนเป็นสมาชิกของ Amazon เลย เพื่อประโยชน์ต่างๆ เช่นการได้รับส่วนลดพิเศษ และได้รับข้อมูลหนังสือและสินค้าอื่นๆ ที่อยู่ในความสนใจ เป็นต้นขั้นตอนการซื้อหนังสือผ่าน Amazon มีดังต่อไปนี้
1. เมื่อลงทะเบียนเป็นสมาชิกของ Amazon แล้ว ลูกค้าสามารถสืบค้นสินค้าต่างๆ ตามที่ต้องการ
2. เมื่อพบสินค้าที่ต้องการ ลูกค้าสามารถที่จะดูข้อมูลเบื้องต้นของสินค้า เช่น ผู้แต่ง ราคา สารบัญ คำนำ บทวิจารณ์ และสำนักพิมพ์ เป็นต้น
3. เมื่อลูกค้าตกลงใจที่จะซื้อสินค้าโดยการเลือกสินค้าใส่ตะกร้า (Add to Cart) ลูกค้าจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว อย่างไรก็ตามลูกค้าที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ข้อมูลในส่วนนี้เพิ่มเติมอีก
4. เมื่อได้ข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนแล้ว บริษัทจะแสดงราคารวมทั้งหมดซึ่งรวมค่าส่ง (Shipping and Handling) และภาษี (Tax) โดยลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษี หลังจากนั้นลูกค้าจะต้องกรอกหมายเลขบัตรเครดิต
5. เมื่อลูกค้าชำระเงินเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะแจ้งรหัสการสั่งสินค้าให้แก่ลูกค้า เพื่อใช้อ้างอิงในการติดตามความก้าวหน้าของการสั่งซื้อสินค้าและจัดส่งสินค้า
6. เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าแล้ว ข้อมูลคำสั่งซื้อดังกล่าวจะถูกส่งให้ศูนย์กระจายสินค้าของ Amazon ซึ่งจะเป็นผู้จัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยการจัดส่งสินค้าจะใช้บริการจากบริษัทขนส่งพัสดุต่างๆ เช่น บริษัท UPS และไปรษณีย์สหรัฐฯ เป็นต้น
7. ในกรณีที่ศูนย์กระจายสินค้าไม่มีสินค้าอยู่ในคลังสินค้า ข้อมูลการสั่งซื้อจะถูกส่งอย่างอัตโนมัติไปยังSupplierซึ่งเป็นบริษัทค้าส่งหนังสือรายใหญ่ เช่น InGram ให้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่ลูกค้า
Technology
Amazon ใช้เทคโนโลยีของ Oracle ทั้งโปรแกรมประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเว็บไซต์ (Web Application) ฐานข้อมูล (Database) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource) และโปรแกรมบริหารระบบการเงิน (Finance) โดยมีขนาดของ database ใหญ่เป็นอันดับที่ หก ของโลก
สมัครอเมซอน คลิกที่นี่ https://affiliate-program.amazon.com
วิธี ที่จะทำให้คุณได้รับเงินค่า commission เร็วขึ้น จาก Amazon
ทราบกันดีว่าทุกท่านยังเลือกวิธีการให้ Amazon จ่ายเงินเป็น check อยู่..
แต่ผมได้ลองรับเงินอีกแบบหนึ่ง โดยเลือกแบบ Direct Deposit
วิธีนี้เราจะได้รับเงิน ภายใน 2-3 วัน ซึ่งรวดเร็วกว่า check มาก และเงินเราเข้าไป
รอในบัญชีธนาคารเลย.. ไม่ต้องรอ check ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อยๆ 1 อาทิตย์ กว่า check จะมาถึงมือเรา
เราต้องมีบัญชี ธนาคารกรุงเทพ (BANGKOK BANK) เสียก่อน ทำไมต้องเป็นธนาคาร นี้? เพราะธนาคารกรุงเทพเรามีสาขาอยู่ที่ New York (NEW YORK BRANCH) สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้ Amazon ส่งเงินผ่านทางสาขาที่โน่นเข้าบัญชีเราได้
Login เข้า Affiliate central : Click ที่ “Account Setting” แล้วเลือก Change Your payment method
เลือก “Pay me by direct deposit” แล้วกด Edit
ในช่อง Bank name ให้ใส่ BANGKOK BANK
Bank Account Type เลือกเป็น Savings
Bank Account Number : ใส่หมายเลขบัญชีธนาคารในไทยของคุณ
Routing Number : ให้ใส่ 026008691
แล้วกด Save change
รายละเอียดเพิ่มเติม
คลิกที่นี่
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
การขายสินค้าออนไลน์
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยี่เจริญก้าวหน้า คนส่วนมากเริ่มค้นหาสินค้าทางอินเทอร์เนต ซึ่งสามารถค้นหาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถหาได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาหรือค้นหาตามสมุดหน้าเหลืองอีกแล้ว เพียงใส่คีย์เวิร์ดลงในช่องค้นหาตามเว็บไซต์ใหญ่ๆก็สามารถหาเจอแบบทันใจ ดังนั้นรูปแบบการค้าจะเปลี่ยนไป ต่อไปลูกค้าจะค้นหาสินค้าผ่านช่องทางอินเทอร์เนตมากที่สุด เพราะรวดเร็วและทันใจ ที่แน่ๆคือสามารถเปรียบเทียบสินค้าแต่ละเจ้าได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหาตามห้างร้านหรือตามตลาดอีกต่อไป การเข้าถึงข้อมูลคือสินค้าได้ง่ายก็จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
การค้าขายแบบเดิมๆได้ถูกแปรเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย เจ้าของกิจการหรือเถ้าแก่คนใดที่ตามไม่ทันระบบการค้าสมัยใหม่ มีโอกาสม้วนเสื่อได้ง่ายๆ เพื่อปรับตัวเข้ากับการค้ายุคใหม่นอกจากกลยุทธทางการค้าแล้ว ยังต้องอาศัยเทคโนโลยี่มาช่วยเหลือ เพื่อให้คู่ค้ายอมรับ โดยเฉพาะการค้าขายกับต่างประเทศ ปัจจุบันธุรกิจที่ค้าขายกับต่างประเทศต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองจึงจะเป็นที่ยอมรับ หรือธุรกิจที่เน้นขายปลีกต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่อินเทอร์เนต ซึ่งมีจุดเด่นหลายๆจุด ที่สื่ออื่นๆไม่มี ดังนั้นระบบการค้าขายที่ผ่านสื่อออนไลน์จึงเกิดขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงมากๆในปัจจุบัน สามารถสร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้สูงและรวดเร็ว ในขณะที่มีต้นทุนต่ำมาก
เว็บไซต์อีคอมเมิร์ชที่ทำเงินได้ดี เขามีวิธีทำกันอย่างไร?? ก่อนอื่นขอเล่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทุกวันในบ้านเรา ซึ่งจะทำให้ท่านได้มองเห็นปัญหาต่างๆและการแก้ไข ว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ เพราะอย่างน้อยเป็นการป้องกันความผิดพลาดและล้มเหลวได้ในระดับหนึ่ง ในปัจจุบันการทำธุรกิจออนไลน์กำลังบูมและก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จากการพัฒนาเทคโนโลยี่ในยุคโลกาภิวัฒน์ ตลาดอยู่แค่เอื้อมมือ เพียงแต่ใครจะเอื้อมถึงเท่านั้น ในโลกออนไลน์ไม่มีวันหยุด เปิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมงใน 365วัน บ้านเราเป็นเวลากลางคืน แต่อีกซีกโลกหนึ่งเป็นเวลากลางวัน ดังนั้นในโลกของตลาดออนไลน์จึงไม่มีวันที่หลับไหลเหมือนตลาดการค้าซื้อขายบนดิน ในเมืองไทยปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมากเกิดขึ้นในทุกๆวัน และในขณะเดียวกันก็ปิดลงทุกวันเช่นกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?? เว็บไซต์ในบ้านเรามีหลากหลายประเภท แต่พอสรุปได้เป็น 2 ลักษณะคือ 1 ) เว็บไซต์ทั่วไป เช่น เว็บวาไรตี้ เว็บส่วนตัว เว็บการศึกษา ฯลฯ ซึ่งมีจำนวนมาก และ 2 ) เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ หรือเว็บไซต์ E-commerce นั่นเอง เว็บไซต์ร้านค้ามีทั้งเป็นของส่วนบุคคลคนเดียวและของบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่มุ่งทำการค้าขายทางออนไลน์หรือเสริมการค้าขายจากตลาดบนดินอีกที บางเจ้าก็มีหน้าร้านบนดิน บางเจ้าก็ไม่มี แต่ทุกคนก็มีร้านค้าที่ตั้งอยู่บนโลกออนไลน์เหมือนกัน บางรายก็ขายดี แต่บางรายก็ขายไม่ได้ ( เจ๊ง ) ซึ่งก็ต้องเลิกลาออกไปจากวงการตลาดออนไลน์ เพราะอะไร?? ปัญหาที่เจ๊งไม่เป็นท่ามาจากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุส่วนมากเจ้าของร้านค้าออนไลน์จะไม่ค่อยรู้ จากประสบการณ์ที่ทำธุรกิจออนไลน์มาทำให้รู้ว่า ปัญหามาจากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้.- 1 ) ชื่อเว็บไซต์ ( โดเมน ) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเข้าถึงได้ มีบางเจ้าที่ตั้งชื่อที่สะกดยากๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นภาษาไทย ( แต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ) เช่น maelanoi.com ( แม่ลาน้อยดอทคอม ) ถ้าจะใช้ชื่อภาษาไทยโดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษนั้น ควรเป็นคำที่สั้นๆ สะกดง่ายๆ เช่น Lanna.com เป็นต้น แต่ถ้าคำง่ายๆส่วนมากจะถูกจดไปหมดแล้ว ที่ดีที่สุดของการจดโดเมนคือหาคำที่มีความหมายตรงกับธุรกิจหรือสินค้าที่ขายอยู่ ส่วนมากจะอยู่ที่ 2-3 คำ ( แต่อาจหลายพยางค์ได้ ) พูดออกมาให้ตรงความหมายทันที
2 ) การจัดการส่วนต่างๆของเว็บไซต์ไม่เหมาะสม อาจจะรกรุงรังเกินไป คนดูแล้วดูยาก เขาก็ต้องเผ่นหนีไม่ดูต่อ หรือเล่นกราฟฟิคมากเกินไป กว่าจะโหลดได้ต้องนั่งกินกาแฟรอ อย่างนี้คนดูเผ่นหนีหมด หรือ ป๊อปอัพเต็มไปหมด เป็นที่น่ารำคาญ อย่าลืมว่าคนที่เข้าไปในโลกออนไลน์ค่อนข้างรำคาญ สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย ดังนั้นคนที่ทำเว็บต้องวิเคราะห์อารมณ์ของผู้มาเยือนจุดนี้ออกก่อนจะตกม้าตายซะก่อน
3 ) การติดต่อสื่อสารไม่มีประสิทธิภาพ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าต้องรวดเร็ว ไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่ลูกค้าส่งคำสั่งซื้อในเว็บไซต์ ที่ผ่านมาเห็นผู้ประกอบการบางราย สั่งซื้อไปแล้ว 2 วันหรือติดต่อไปหลายครั้งก็ไม่เห็นตอบกลับ อย่างนี้แจ้งเกิดยาก
4 ) ไม่ค่อยพัฒนาเว็บไซต์ หมั่นปรับปรุงหน้าตาเว็บไซต์บ่อยๆ ( ช่วงที่มีคนเข้าชมน้อย ) เห็นบางเว็บไซต์ อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นไม่มีการพัฒนาอะไรเลย อย่างนี้โตยากหน่อย
5 ) ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี เว็บไซต์ที่ดีต้องขยันประชาสัมพันธ์บ่อยๆ เรียนรู้เทคนิคแบบต่างๆ ของการโปรโมทเว็บไซต์ หากขาดการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์นั้นจะเป็นเว็บร้างทันที
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนย่อยๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สำคัญที่ท่านมืออาชีพต้องรู้
ดังนั้น เว็บไซต์ที่สามารถสร้างเงินล้านได้ ก็คือ เว็บไซต์ที่ปฏิบัติตรงข้ามกับข้อ 1-5 นั่นเอง บวกกับการพัฒนาเรียนรู้ความเคลื่อนไหวของโลกาภิวัฒน์อยู่ตลอดเวลา และเทคนิคต่างๆอีกมากมายที่ไม่สามารถนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ได้ทั้งหมด จุดด้อยของบ้านเราส่วนมากจะเห่อเปิดเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ตามกระแส ตามคนที่ประสบผลสำเร็จมากกว่า พูดง่ายๆก็คือมือสมัครเล่น พอเปิดเว็บร้านค้าขึ้นมา เกิดร้างก่อนก็ตัดสินใจทิ้งกลางคัน ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นทุกวัน สาเหตุมาจากความไม่รู้กลยุทธและยุทธวิธีต่างๆที่ถูกต้องในการทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ ขนาดมืออาชีพยังต้องไม่หยุดอยู่กับที่ต้องพัฒนาตัวเองและเว็บไซต์ตลอดเวลา การทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ไม่ได้วัดกันที่ความสวยงามหรือเลิศหรูอะไร เว็บไซต์ที่ดีควรเข้าออกง่าย ไม่สลับซับซ้อน คลิกทีเดียวซื้อสินค้าได้เลย ไม่ยุ่งยาก ดูตัวอย่างเว็บไซต์ของ yahoo.com ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล จะเห็นว่า เป็นเว็บไซต์ที่พื้นๆ มาก ไม่สลับซับซ้อนอะไร ไม่เลิศหรูอลังการอะไร
จุดที่วัดความสำเร็จของเว็บไซต์ได้ดีที่สุดและเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ ทำเงินให้เจ้าของเว็บไซต์ได้ ส่วนจะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน การทำเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ก็คือการลงทุน ดังนั้นผู้ลงทุนต้องมีสติ ต้องรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ถ้าไม่มีความรู้ต้องถามผู้รู้หรือลงทุนเรียนให้รู้ก่อน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการขาดทุนหรือเจ๊งลงได้
ในปัจจุบันธุรกิจร้านค้าออนไลน์โตแบบก้าวกระโดด คนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าเริ่มเข้าสู่ระบบนี้มากขึ้น เหตุผลก็เพราะ 1 ) ต้นทุนต่ำ 2 ) เป็นเจ้านายตนเอง 3 ) โลกการตลาดเปลี่ยนไปมาก 4 ) ทำการค้าได้ตลอดเวลา 24 ชม.ใน 365 วัน 5 ) ทุกคนบนโลกนี้สามารถเข้าถึงร้านค้าได้ตลอดเวลา 6 ) ลูกค้ามีมหาศาล 7 ) ขายสินค้าได้ทุกชนิด ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ 8 ) เป็นตลาดที่ไร้ซึ่งพรมแดนปิดกั้น ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การสมัคร Paypal และ Alertpay
1.Paypal
ในการที่เราจะสมัคร Paypalนั้น เราสามารถ สมัครได้ฟรี แต่ จำเป็นต้องมีเครดิตการ์ด หรือบัตรเว็บการ์ด ในการยืนยันบัญชี แต่หากเราไม่มีบัตรเครดิต แนะนำบัตรK-Web Shopping Card(Webcard)ครับ เพราะง่าย และสะดวก ไม่อ้างอิงเงินเดือน บัตรเว็บการ์ด เป็นบริการของธนาคารกสิกรไทย สามารถใช้จ่ายได้ทางเน็ต เทียบกับบัตร วีซ่า การใช้จ่าย กรณีเราซื้อสินค้าทางเน็ต จะหักเงิน จากในบัญชี ธนาคารของท่าน รายละเอียดของ Webcard สามารถดูได้ที่ธนาคารกสิกรไทย/
หากเรามีบัตรเครดิต หรือ Webcard แล้วมาเข้าสู่ขั้นตอนการสมัคร Paypal กันเลยนะครับ

เข้าสู่เวปไซด์ Paypal ตามBanner ข้างบนแล้ว คลิก Sign Up เพื่อสมัครเป็นสมาชิก โดยจะมีให้เลือกรูปแบบ 3 รูปแบบคือ
1. Personal ใช้สำหรับไว้ซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะไม่สามารถชำระผ่านบัตรเครดิตได้
2.Premier ใช้ในการซื้อขายสินค้า และสามารถตัดบัตรเครดิตได้
3.Business แบบนี้จะต้องอยู่ในรูปแบบของบริษัท
ดังนั้นขอแนะนำให้เลือกแบบ Premier ครับ
กรอก e-mail ตั้ง Password แล้ว กรอกยืนยันพาสเวิร์ดนั้นอีกครั้ง (Re-enter password) อย่าลืมกรอกเป็นภาษาอังกฤษนะครับFirst name กรอกชื่อMiddle name ชื่อกลางครับ คนไทยไม่มี ก็ ขีด -Last name นามสกุลDate of Birth วันเดือนปีเกิดNationlity สัญชาติ ไทย (Thailand)Address Line 1 ที่อยู่ ครับ ถ้ากรอกแล้วไม่พอ ก็มากรอก บรรทัดใหม่ที่ Address Line 2 ครับCity อำเภอState / Province / Region จังหวัดPostal Code รหัสไปรษณีย์Phone number เบอร์โทรศัพท์ ถ้าประเทศไทยให้กรอก 66 นำหน้า แล้วตัดเลข 0 ตัวหน้าออกเช่น เบอร์ 081-9876543 ก็กรอกเป็น 66819876543

Link my credit card so I can Start Shopping right awayเชื่อมเครดิตการ์ด เพื่อเราจะใช้ paypal แทนเครดิตการในการใช้จ่าย หรือรับเงินทางเน็ตได้เลยครับCredit card number กรอกหมายเลขบัตรเครดิต ถ้าใช้บัตรเว็บการ์ด ก็กรอก หมายเลขบัตรเว็บการ์ดนะครับ บัตรเว็บการ์ดจะเป็นเหมือนบัตรเครดิต VISAExpiration date วันหมดอายุบัตรCSC กรอกเลข 3 ตัวของบัตร หรือเลข CVV ครับเป็นอันเสร็จขั้นตอน ก็คลิกที่ I agree , Create my account ได้เลยครับ
ให้เราเข้าไปเช็ค e-mail ของเราก่อน เพื่อคลิกยืนยันการสมัคร Paypal ให้เสร็จก่อนก็จะมีลิ้งค์ Activate account ให้คลิก เมื่อคลิกแล้ว ระบบก็จะให้ใส่ password ที่ตั้งขึ้นตอนสมัครแล้วกดยืนยัน พอยืนยันแล้วก็กด continueก็จะไปที่หน้า บัญชี Paypalโดยในบัญชี จะยังบอกว่าเราเป็น Unverifiedก็ให้เราคลิกที่เมนูซ้าย ที่เขียนว่า Enroll in Expanded Use เพื่อยืนยันบัตรเครดิตการยืนยันบัตรเครดิต ระบบจะหักเงินจากบัตร $1.95 หรือประมาณ 70 บาทครับ(และระบบจะคืนเงิน $1.95 ให้ เมื่อเราทำการสั่งจ่ายเงินออกจาก Paypal ครั้งแรก) คลิก Get number แล้วก็ Continueก็เป็นอันเสร็จ เราก็รอดูรายการการใช้บัตรเครดิต ที่จะรายงานสรุปยอดสำหรับบัตรเว็บการ์ด ก็ให้รอประมาณ 4 วัน เมื่อ login เข้า เว็บ kasikornbank เพื่อดูยอดบัญชี บัตรเว็บการ์ดแล้วดูในส่วนการใช้บัตร จะมีแจ้ง เลข 4 ตัว ****PAYPAL ตามด้วย paypalเป็นการแจ้งว่า เราได้ใช้จ่าย รายการนี้ โดยมีรหัส 4 ตัวเราก็นำเลข 4 ตัวนี้แหละครับ ในการยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ ไม่ได้นำบัตรใครมาแอบอ้าง...ก็ให้เรา login เข้า Paypal ดูที่เมนูด้านซ้าย คลิกเข้าไปที่ Complete Expanded Use Enrollmentเพื่อเข้าไปกรอกยืนยัน แล้ว Submit สถานะของบัญชีเราก็จะเป็น Verifiedเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ในการสมัคร
2.Alertpay
1. เข้าไปที่เว็บไซต์โดย คลิกที่นี่ เพื่อทำการสมัครสมาชิก แล้วจะปรากฏหน้าต่างดังรูปข้างล่าง

2. ทำการคลิกเลือกประเทศที่เราอยู่ โดยเลือกเป็นประเทศไทย
3.เลือกประเภทบัญชีที่เราจะทำการสมัคร โดยแนะนำให้เลือกเป็นประเภท Personal Starter แล้วเริ่มขั้นตอนการกรอกข้อมูลโดยให้เราคลิกที่ Get Started
แล้วจะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมาดังรูปข้างล่าง

4.ทำการกรอกข้อมูลในการสมัครให้ครบทุกช่องที่มีเครื่องหมายดอกจัน ( ต้องกรอกเป็นภาษาอังกฤษ)
First Name :
ให้เรากรอกชื่อของเรา
Last Name :
ให้กรอกนามสกุล
Phone :
ให้กรอกหมายเลขโทรศัพท์ โดยขึ้นต้นด้วย 662 แล้วตามด้วยหมายเลขโทร 7 หลักเช่น 6621900999
Address1 :
ให้กรอกที่อยู่ ของเราทีใช้สำหรับทำการส่งเอกสาร
Address 2 :
ไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูล แต่ถ้าในช่อง Address1: ทีอยู่ของเรากรอกไม่พอ ก็ให้มากรอกต่อได้ที่ช่อง Address2 ได้ครับ
City/Town :
ให้กรอกชื่อจังหวัดตามที่อยู่ของเรา
Country :
ในช่องนี้มีอยู่แล้วว่าเป็นประเทศไทย หากไม่มีให้ย้อนกลับไปดูขั้นต่อที่2 ใหม่
Region :
ในช่องนี้ให้เรากรอกชื่อจังหวัดตามที่อยู่ของเรา
Postal Code
ในช่องนี้ให้กรอกรหัสไปรษณีย์ของจังหวัดของเรา
5. หลังจากที่การกรอกข้อมูลและทำการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ก็ให้เราคลิกที่ปุ่มNext เพื่อดำเนินการต่อไป
หลังจากนั้นหน้าจอก็จะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมาดังรูปข้างล่าง ชึ่งในหน้านี้ก็จะเป็นการกรอกข้อมูลในส่วนของการ Login เข้าบัญชีของเรา ซึ่งข้อมูลในหน้านี้จะมีความสำคัญมาก ฉะนั้นให้เราทำการจดบันทึกข้อมูลที่เรากรอกลงไปในหน้านี้ไว้ให้ถูกต้อง เพราะเราจะต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในกรณีที่เราลืมระหัสผ่านหรือบัญชีมีปัญหา

6. ทำการกรอกข้อมูลในส่วน Login ให้ครบทุกช่องที่มีเครื่องหมายดอกจัน
Email Address :
ให้กรอกอีเมล์ของเราที่จะใช้ในการ รับ-ส่งเงิน โดยจะต้องเป็นอีเมล์ที่ใช้งานได้จริงนะครับ เพราะว่าหลังจากที่เรากรอกข้อมูลสมัครเรียบร้อยแล้ว เข้าจะทำการตรวจสอบอีเมล์ที่เราให้ไว้นี้ หากอีเมล์ของเราใช้งานไม่ได้ ก็จะทำให้การสมัครของเราไม่สำเร็จครับ แนะนำว่าให้เราทำการตรวจสอบอีเมล์ของเราก่อนว่าใช้งานได้จริงหรือเปล่า และที่สำคัญควรจะต้องไม่ใช้งานรวมกับงานอื่นๆ เพื่อความปลอดภัย ผมแนะนำว่าให้เราทำการสมัครอีเมล์ใหม่ แล้วใช้สำหรับ Alertpay โดยเฉพาะจะดีกว่าครับ
Password :
ให้เราใส่รหัสผ่านสำหรับเข้าบัญชีของเรา โดยให้กรอกอย่างน้อย 8 ตำแหน่งครับ โดยด้านล่างในช่องนี้จะมีแถบสีบอกสถานะความถูกต้องของรหัสผ่านของเราอยู่ ครับ ไม่ต้องสนใจดูอย่างเดียวครับ
Re-enter Password :
ในช่องนี้ให้กรอกรหัสผ่านตัวเดิมอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง ( แล้วอย่าลืมจดบันทึกไว้ให้ดีนะครับกันลืม เดี่ยวเข้าบัญชีของเราไม่ได้ และถ้าเราลืมเขาจะไม่ส่งรหัสผ่านให้ใหม่นะจะบอกให้ )

7.กรอกข้อมูลในส่วน Security Question
ข้อมูลในส่วนนี้จะเป็นเครื่องมือช่วยในกรณีที่เรามีปัญหาเรื่องรหัสผ่านครับ เพราะเขาจะถามคำถามที่เราตั้งไว้ เพื่อให้เราสามารถเปิดเข้าไปในบัญชีของเรา แล้วทำการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ได้ครับ
Question 1:
ในช่องนี้ให้เราเลือกคำถามครับ โดยทำการคลิกที่เครื่องหมายสามเหลี่ยมแล้วเลือกคำถามครับ
Answer 1 :
ในช่องนี้ให้เราพิมพ์คำตอบที่ต้องการลงไปครับ( คำอะไรก็ได้ตามใจคุณ )
Question 2:
ในช่องนี้ให้เราเลือกคำถามครับ โดยทำการคลิกที่เครื่องหมายสามเหลี่ยมแล้วเลือกคำถามครับแต่ต้องไม่เหมือนกับคำถามแรกครับ
Answer 2 :
ในช่องนี้ให้เราพิมพ์คำตอบที่ต้องการลงไปครับ( คำอะไรก็ได้ตามใจคุณ )
8. กรอกชุดสัญลักษณ์และตอบยอมรับเงื่อนไข

9.เมื่อทำการกรอกข้อมูลต่างๆและจดบันทึกไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วให้เราคลิกที่ปุ่ม Register เพื่อดำเนินการต่อไป หากเรากรอกข้อมูลถูกต้องก็จะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ดังรูปข้างล่าง

เป็นอันว่าขั้นตอนการสมัคร Alertpay ของเราในขั้นแรก ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หลังจากนั้นรอเวลาประมาณ 10 นาที ให้เราไปทำการเปิดอีเมล์ของเรา ( เมล์ที่เราใช้ในการสมัคร ) แล้วจะมีเมล์จากทีมงาน Alertpay ส่งถึงเราเพื่อทำการตรวจสอบ และยืนยันสถานะของอีเมล์ของเราว่าใช้งานได้จริงหรือไม่
10.ทำการเปิดอีเมล์ที่ได้รับจาก Alertpay โดยมีหัวข้อว่า Alertpay Validate Your Email เมื่อเราเปิดเข้าไปในจดหมาย ก็จะพบข้อความและลิงค์เพื่อให้เราทำการยืนยันกับทาง Alertpay

11. ทำการคลิกที่ลิงค์ที่อยู่ในเมล์ที่เราได้รับจาก Alertpay แล้วจะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นหน้าของเว็บไซต์ Alertpay ดังรูปข้างล่าง

12. ให้เราใส่รหัสผ่านของเราลงไปในช่อง Password แล้วคลิกที่ปุ่ม Login เพื่อเข้าสู่บัญชีของเรา

เป็นอันว่าขั้นตอนการสมัครและการตรวจสอบบัญชีของเราก็เรียบร้อย และหลังจากนี้บัญชีของเราก็สามารถใช้งานได้ตามปกติแล้วครับ ไม่ยากใช่ไหมครับสำหรับการสมัคร Alertpay หากมีข้อสงสัยประการใดสอบถามที่เว็บบอร์ดของเราครับ
การรับ-ส่งเงินของ AlertPay จะใช้ชื่ออีเมลในการรับ-ส่งเงินนะครับ ดังนั้นในตอนสมัครงานกับเว็บทำเงินต่างๆ ถ้าทางเว็บระบุว่าต้องการส่งเงินให้เราทาง AlertPay เราก็กรอกชื่ออีเมลของเราที่ใช้ในตอนสมัคร Alertpay